วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ตำนานลัทธิวูดู

วูดู(Voodoo)มีความหมายถึง พวกหมอผีในไฮติอันเป็นที่มาจากการเรียกขานของบรรดาเจ้าของทาส เดิมทีวูดูเป็นลัทธิทางไสยศาสตร์ของคนแถบหมู่เกาะอินดิสตะวันตก(West Indies) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไฮติซึ่งมีสาวกของลัทธิวูดูอยู่เป็นจำนวนมาก
วูดูมีต้นกำเนิดมาจากพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของชนพื้นเมืองในแอฟริกาไล่ไปตั้งแต่แกมเบียจนถึงแองโกลา ชาวพื้นเมืองเหล่านี้จะศรัทธาในตัวเทพเจ้าประจำท้องถิ่นเป็นอย่างมาก ทำให้หมอผีและคนทรงพลอยมีหน้ามีตาเนื่องมาจากการนับถือเทพเจ้าของชาวบ้านเหล่านั้น ในฐานะที่เป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้ากับคนพื้นเมืองนั่นเอง
ย้อนกลับไปที่ยุคล่าอาณานิคม บรรดาหัวหน้าเผ่าของชนพื้นเมืองจำนวนมากได้ขายลูกเผ่าหรือเชลยศึกไปเป็นทาสของชาวตะวันตก ในจำนวนทาสเหล่านี้ก็มีพ่อมดหมอผีติดไปด้วยทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจแก่เหล่าทาสที่พลัดถิ่น ทำให้ความเชื่อและพิธีกรรมของวูดูแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆของโลก โดยเฉพาะโลกใหม่ของโคลัมบัสอันหมายถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งนำทาสเข้ามาเป็นพิเศษ

หมอผีในลัทธิวูดูหรือที่เรียกกันว่าโซบ๊อป(Zobop)แท้จริงแล้วไม่ได้มีอำนาจแก่กล้าด้วยตัวเอง แต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภูตผีและวิญญาณต่างๆจึงจะสามารถสำแดงฤทธิ์เดชได้เต็มที่ โซบ๊อปพวกนี้เป็นได้ทั้งชายและหญิง และโซบ๊อปแต่ละคนต้องผ่านการฝึกฝนวิชามาอย่างแก่กล้าเสียก่อนจึงจะทำพิธีกรรมต่างๆได้ อำนาจของโซบ๊อปก็เหมือนแม่มดหมอผีในลัทธิมืดอื่นๆคือสำแดงฤทธิ์เดชได้สารพัดประการ เช่น ปลุกคนตายขึ้นจากหลุม เหาะเหินเดินอากาศ เครื่องรางของขลัง ยาแฝดคุณไสย เสกคาถาให้คนตายคาที่ก็สามารถทำได้ ตามตำรากล่าวเอาไว้ว่าโซบ๊อปที่เป็นชายก็คือสามารถแปลงร่างเป็นลูป การู(Loup Garou)หรือยุงผีเมื่อไรก็ได้ตามต้องการ และเจ้ายุงผีพวกนี้ก็ร้ายกว่ายุงทั่วไปเป็นร้อยเท่าพันประการ เพราะมันชอบบินไปดูดเอาชีวิตของเด็กทารกในขณะหลับ โซบ๊อปหญิงเองก็แปลงเป็นยุงผีได้เหมือนกัน แต่มักแปลงไปเองโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่สามารถควบคุมได้เหมือนโซบ๊อปชาย
ในหมู่เกาะอินดิสตะวันตกเองนั้น พลังของภูตผีในชุมชนของพวกทาสได้ก่อให้เกิด “เจ้าอีกประเภทหนึ่งขึ้นมาใหม่เรียกว่า โล(Loa) สรณะความเป็นจริงก็คือ ไม่มีใครล่วงรู้ว่า โลแต่ละตนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ส่วนผู้รู้จริงก็คือพวกหมอผีในระดับสูงเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าหมอผีระดับสูงเหล่านี้จะบอกกล่าวเรื่องราวทั้งหมดแก่พวกพ่อมดหมอผีทั่วไป เพราะจะเรียกว่าพวกหวงวิชาก็ไม่ผิด เรื่องราวของแต่ละตนจึงจะเป็นที่รู้กันในกลุ่มหมอผีชั้นสูงเท่านั้น
ตามตำนานกล่าวไว้อีกว่าเคยมีการชุมนุมโล หรือเจ้าของพวกวูดูครั้งใหญ่ ซึ่งนำโดยปาปาเลกบาและเมเตอร์ แคร์รีโฟร์ โลที่ถูกอัญเชิญมามีชื่อและองค์แตกต่างกันไป เช่น Amelia(เอมิเลีย),BaZo(บาโซ),Dager Mina(เดเกอร์ ไมนา),Gangan(กังแกง),และErzilie(เออซิลี่ โดยเฉพาะตนสุดท้ายนี้จะช่วยให้มนุษย์เกิดความพิศวาสรัญจวนและเพิ่มตัณหาราคะมากที่สุด
หมอผีจะติดต่อกับโลในการทำพิธีทางไสยศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์ร้ายหรือดี หมอผีพวกนี้มีอิทธิพลครอบงำจิตใจของชุมชนชาวไฮติมาก เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า พวกเขสสามารถบงการภูตผีปิศาจให้กระทำการใดๆได้ตามต้องการ พิธีกรรมในการติดต่อกับโลจะกระทำอย่างปกปิดซ่อนเร้น ว่ากันว่า จะต้องใช้เลือดไก่ขาวปลอดมาทำการเซ่นไหว้ และโลจะปรากฎกายมาตามคำอัญเชิญในร่างของงูพิษ
ในการประกอบพิธีกรรมของวูดู จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในชุมชน เพื่อเอาแรงใจของทุกคนมารวมกันซึ่งก่อให้เกิดพลังอันแรงกล้า และกล่าวกันว่า พลังที่ว่านี้ไม่มีอะไรสามารถมาต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเสียงกลองของวูดูดังขึ้นในป่ายามราตรีและเห็นแสงไฟวูบวาบวอมแวมลอดผ่านแนวต้นไม้ นั่นหมายถึงชายหญิงทุกคนในหมู่บ้านจะออกมาเต้นรำกันอย่างบ้าคลั่ง ใครที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จำต้องถอยให้ห่างเข้าไว้ เพราะค่ำคืนนั้นจะเต็มไปด้วยเสียงระงมโหยหวนของโลที่ขานรับคำวิงวอนจากบรรดาหมอผีนั่นเอง

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

ตำนานมัมมี่


เมื่อพูดถึงมัมมี่ ภาพของร่างที่ถูกพันห่อด้วยผ้าสีขาวก็จะผุดขึ้นมาในสมองของทุกคน และนอกจากนี้มัมมี่ก็นับว่าเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของอียิปต์ด้วย
มัมมี่แห่งอียิปต์เกิดขึ้นเพราะแนวความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายของชาวอียิปต์โบราณ โดยเชื่อกันว่าหลังจากที่เวลาผ่านไปช่วงหนึ่งแล้ววิญญาณของคนตายจะสามารถกลับเข้าสู่ร่างเดิมได้ โดยการกลับมาในลักษณะคล้ายๆกับการกลับชาติมาเกิดในคติความเชื่อของชาวตะวันออกนั่นเอง เพียงแต่การเกิดใหม่ของชาวตะวันออกนั้น เป็นการเกิดใหม่ในลักษณะที่สร้างความทรงจำใหม่พร้อมๆกับมีร่างใหม่ด้วย และตรงนี้นี่เองที่ทำให้แตกต่างจากความเชื่อในเรื่องการเกิดใหม่ของชาวอียิปต์

นอกจากนี้แล้วชาวอียิปต์โบราณยังมีความเชื่อที่ว่าทันทีที่มนุษย์เกิดมาก็จะมีสิ่งที่คอยปกป้องและพิทักษ์จิตวิญญาณซึ่งเรียกว่า คา(Ka) เกิดมาพร้อมๆกันด้วย และหากใครก็ตามที่สูญเสียคาไปก็จะต้องถึงแก่ความตายและก็หมายรวมถึงการสูญเสียคาไปเนื่องจากความตายทางธรรมชาติอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคาได้สูญหายไปไหน เพียงแต่จะโลดแล่นและท่องเที่ยวไปในโลกแห่งความตาย เพื่อรอวันเวลาที่จะกลับมาสู่ร่างเดิมต่อไปในอนาคต
คา(Ka) เป็นวิญญาณอันอมตะที่แฝงอยู่ในกายจริง หรือร่างกายที่เราเห็นนั่นเอง และถ้ากายจริงดับหรือตายแล้ว คาก็จะออกจากกายจริงทันที แต่ยังสามารถที่จะคงรูปเหมือนกับกายจริงทุกประการ เพียงแต่ต่างไปตรงที่ร่างกายของคานั้นจะมีลักษณะโปร่งใส มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และด้วยเหตุนี้ชาวไอยคุปต์บางกลุ่มจึงกล่าวว่าคาเป็นกายทิพย์ที่แยกออกจากกายจริงและยังเป็นพลังงานของชีวิตอีกด้วย
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ คาเปรียบเสมือนวิญญาณของมนุษย์เรานั่นเอง และแน่นอนว่าวิญญาณของคนก็ต้องมีทั้งวิญญาณที่ดีและวิญญาณที่ชั่วร้าย ซึ่งก็เปรียบเสมือนตัวควบคุมความประพฤติของคนเราให้แสดงออกมาในด้านบวกหรือลบ เพราะมีจิตวิญญาณหรือคาที่ดีหรือร้ายเป็นตัวจริงที่อยู่ในกายเรานั่นเอง
เมื่อเจ้าของร่างต้องเผชิญกับภาวะของความตาย เมื่อนั้นวิญญาณของเขาก็จะต้องออกจากร่างเพื่อไปยังโลกแห่งความตาย ส่วนร่างกายของผู้ตายก็อาจจะเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา หรือในขณะเดียวกันก็อาจจะมีเรื่องของการถูกเข้าสิงจากวิญญาณร้ายอื่นๆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ(เหมือนสัมพะเวสีอย่างที่เราเรียกวิญญาณเร่ร่อนและล่องลอยอยู่ในอากาศตามความเชื่อของไทยและเอเชียพุทธ) และด้วยสาเหตุนี้ ชาวอียิปต์จึงได้คิดค้นกลไกและวิธีที่จะรักษาสภาพศพผู้ตายให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อเฝ้ารอการกลับมาของวิญญาณเจ้าของร่างที่แท้จริง และวิธีการที่ดีที่สุดก็คือการทำมัมมี่นั่นเอง

                  คำว่ามัมมี่มีรากศัพท์จากคำว่า มัมมิยะ(Mummiyah) ซึ่งเป็นภาษาของชาวอาหรับ มีความหมายว่า “Body preserved by wax or bitumen” หรือแปลเป็นไทยอย่างง่ายๆก็คือ “ร่างกายที่ดองไว้ด้วยขี้ผึ้งหรือบีทูมิน” ส่วนที่มาของชื่อนี้ก็เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิดของพ่อค้าชาวอาหรับตั้งแต่สมัยศตวรรษที่12 ด้วยการคิดว่าการดองศพหรือการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์นั้นจะต้องใช้บีทูมินเป็นส่วนประกอบสำคัญจึงได้เรียกมัมมี่ว่า มัมมิยะ เพราะโดยความหมายของคำว่ามัมมิยะก็คือบีทูมินในภาษาอาหรับนั่นเอง แต่แท้จริงแล้วบีทูมินได้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการทำมัมมี่ภายหลังจากนั้น
แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าในสมัยโบราณนั้น อิทธิพลของวัฒนรรมและศิลปะหลายต่อหลายประการได้แพร่หลาย เพราะพ่อค้าวาณิชที่ต้องเดินทางรอนแรมค้าขายอยู่ทั่วสารทิศและอาจจะเรียกว่าทุกมุมโลกเลยก็ว่าได้ มัมมิยะที่บรรดาพ่อค้ารู้จักและมักจะเอ่ยอ้างถึงยามที่เดินทางไปยังประเทศอื่นๆเพราะความมหัศจรรย์ของมัน จากพ่อค้าสู่พ่อค้า จากปากต่อปาก คนหนึ่งสู่คนหนึ่ง การออกเสียงจึงแปรปลี่ยนไปเป็นมัมมี่อย่างช่วยไม่ได้ แล้วหลังจากนั้นคำว่ามัมมี่จึงกลายเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางแทนที่มัมมิยะอย่างช่วยไม่ได้
ส่วนด้านการทำมัมมี่นั้นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเป็นนักบวชโดยเฉพาะและใช่ว่าใครนึกจะทำมัมมี่ก็ทำได้ แต่คนที่มีสิทธิ์จะทำได้ต้องเป็นฟาโรห์และบรรดาขุนนางผู้มั่งคั่งร่ำรวย หรือหากเป็นชาวบ้านทั่วไปถ้ามีความสามารถหาเงินทองมาได้ก็สามารถจะประกอบพิธีนี้ได้เช่นกัน เพราะเนื่องจากการทำมัมมี่แต่ละครั้งนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมากๆเอาทีเดียว และนอกจากนี้มัมมี่คนแล้ว ผู้ที่มีเงินทองมั่งคั่งและพิสมัยสัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างชนิดที่ว่าเป็นยอดดวงใจก็อาจจะถึงขั้นทำมัมมี่ให้กับสัตว์ตัวนั้นๆทันทีที่มันตายลงเลยทีเดียว แล้วก็ยังรวมถึงมัมมี่ของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น วัว แมวและนกกระสาไอบิสอีกด้วย


ในด้านขั้นตอนการทำมัมมี่จริงๆนั้น จะต้องมีพิธีกรรมทางศาสนามาประกอบด้วยเสมอก็เพราะอย่างที่บอกว่าผู้ประกอบพิธีกรรมได้จะต้องเป็นนักบวชเท่านั้น
หลังจากการตกลงปลงได้ของบรรดาญาติโยมที่จะทำมัมมี่ให้กับศพแล้ว ศพจะถูกลำเลียงมาไว้ยังเตียงชำแหละและนำสมองออกมา โดยการใช้ตะขอเข้าไปเกี่ยวออกมาจากทางโพรงจมูก จากนั้นจะเอาน้ำมันดินที่ต้มเดือดกรอกเข้าไปแทนที่ พอน้ำมันเย็นลงหัวของศพก็จะแข็งได้ที่พอที่จะสามารถควักลูกตาทั้งสองข้างออกมาแล้วใส่ลูกแก้วลงไปแทน

ด้านร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญจะใช้มีดหินกรีดข้างลำตัวแล้วลากเอาเครื่องในทั้งหมดออกมา คงเหลือไว้แต่หัวใจและไต เครื่องในของคนตายจะถูกล้างทำความสะอาดอย่างดีด้วยไวน์ที่ทำจากปาล์มและลำตัวที่กลวงจะถูกแทนที่ด้วยน้ำมันดินต้มเดือดอีกเช่นกัน รอยกรีดต่างๆจะถูกเย็บอย่างเรียบร้อย หลังจากนั้นก็ทำความสะอาดแล้วนำไปดองในน้ำเนตรอนซึ่งจะต้องทำการเปลี่ยนน้ำและเนตรอนใหม่ทุกๆสองหรือสามวัน
จากนั้นแล้วดองทิ้งไว้ประมาณ70วันศพจะแห้งสนิท เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกสีน้ำตาลดำ ลักษณะของเส้นผมจะยังคงสภาพเดิม แต่อาจจะถูกสีกัดให้อ่อนจางลงไปเล็กน้อย หากเป็นมัมมี่ผู้ชายจะตัดให้สั้น แต่ถ้าเป็นผู้หญิงจะปล่อยไว้ดังเดิม เมื่อศพแห้งสนิทแล้วก็จะมีการนำผ้าลินินสีขาวซึ่งได้ตัดเตรียมไว้เป็นแถบยาวๆ ลักษณะเหมือนผ้าพันแผล นำมาชุบเรซิ่นให้แข็ง เสร็จแล้วจึงนำมาพันศพ
                และนี่ก็เป็นวิธีการทำมัมมี่และที่มาของมัมมี่อันโด่งดังมาเป็นเวลา3000กว่าปี

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ผีแจ็คเดอะริปเปอร์ (ตอนที่2)

              

                 
                      ที่ร้านเหล้าแห่งนี้มีหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ในปีค.ศ.1888 ซึ่งลงเรื่องราวการฆาตกรรมของแจ็คเดอะริปเปอร์อย่างละเอียดหลายต่อหลายฉบับติดหราไว้ที่ฝาผนังของร้านเหล้า รวมไปถึงตัวอาคารเก่าแห่งนี้ก็ยังคงสภาพเหมือนเดิมในยุค ค.ศ.1888ดังกล่าว ต่อมาอาคารหลังนี้รวมไปถึงหนังสือพิมพ์ดังกล่าวต่างก็ได้รับการประกาศเป็นอาคารประวัติศาสตร์ และมีการประกันจากรัฐบาลว่าทุกอย่างรวมถึงหนังสือพิมพ์เหล่านั้นจะไม่มีการเคลื่อนย้ายโดยเด็ดขาดด้วย
                อีวาน ออสโตรสกี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านเท็นเบลส์คนปัจจุบันกล่าวว่า ร้านนี้มีเจ้าของผลัดเปลี่ยนมือกันมาหลายคนแล้วกว่าจะตกมาถึงมือของเธอ บางทีการเปลี่ยนเจ้าของบ่อยๆอาจหมายถึงการมาหลอกหลอนของวิญญาณบางดวงที่ยังติดใจหรือยังหลงยุคอยู่กับร้านเหล้าแห่งนี้ก็เป็นได้
                เธอเล่าว่าบ่อยครั้งที่บรรยากาศในร้านเหล้าแห่งนี่จะมีสภาพอึมครึมเหมือนถูกวิญญาณเข้าครอบงำเป็นบางจุด เช่น จู่ๆพื้นที่หลายส่วนของร้านก็หนาวยะเยือกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ บางทีไฟฟ้าในผับก็จะเปิดปิดได้เอง จากนั้นก็มีเสียงคล้ายเครื่องประดับสตรีกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเสียงจานชามกระทบกันเองจนใจแทบสลายผสมโรงลงไปด้วย
                แต่ที่น่าหวาดหวั่นมากๆก็คือมีเสียงคนเดินย่ำเท้าหนักๆบนห้องใต้หลังคา มีเสียงคนเคาะผนังดังโป๊กเป๊ก และมีเสียงร้องคร่ำครวญออกมาจากห้องออกมาจากห้องนั้นจนขวัญแทบผวา
                แต่เรื่องที่อีวอนรู้สึกหวั่นจนขนลุกก็คือเธอเล่าว่า คืนหนึ่งเธอได้ยินเสียงกุกกักจากห้องใต้หลังคา เสียงนั้นทำให้เธอตื่นขึ้นมากลางดึกและสงสัยว่าอาจจะมีโจรบุกเข้ามาขโมยของในร้าน พอเธอเดินลงมาชั้นล่างก็เห็นว่ามีไฟฟ้าเปิดสว่างจ้า เมื่อสำรวจไปทั่วก็พบว่าแก้วเหล้าใบสวยจำนวนหนึ่งหายไป เธอบอกว่าเธอจำได้แม่นว่าก่อนนอนเธอปิดไฟชั้นล่างเรียบร้อยพร้อมล้างแก้วเหล้าเก็บเข้าตู้ด้วย
                ต่อมาอีก3สัปดาห์ให้หลังเธอก็พบกับเหตุการณ์คล้ายๆกับคราวก่อน คือมีเสียงฝีเท้ากุกกักที่ชั้นบน เมื่อตามลงมาดูก็พบไฟร้านเหล้าเปิดสว่างจ้า แต่คราวนี้แก้วเหล้าสวยๆที่หายไปเมื่อคราวก่อนถูกนำกลับมาวางไว้อย่างเป็นระเบียบที่บาร์เหล้า
                เรื่องนี้อีวอนให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นวิญญาณของแมรี่ เจน เคลลี่ เป็นผู้ทำ เพราะเธอผูกพันกับที่นี่ และแวะมาดื่มเหล้าที่นี่ก่อนจะกลายเป็นศพในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า(ในปี ค.ศ.1888)
                ทุกวันนี้บรรดาแขกเหรื่อในร้านต่างก็เข้าใจถึงบรรยากาศของความเย็นเยือกหรือวังเวงเป็นครั้งคราว และเข้าใจว่าจุดต่างๆในร้านน่าจะเป็นจุดที่วิญญาณของแจ็คเดอะริปเปอร์ หรือบรรดาเหยื่อของเขาพากันมาแวะมาจับจองเป็นครั้งคราวก่อนจะออกไปโลดแล่นตามวิถีทางของปีศาจ
                ความหวาดกลัว กลายเป็นจุดขายของร้านนี้ แต่บางคราวลูกค้าในร้านก็อดจะสยองใจ เมื่อมองไปที่หนังสือพิมพ์ที่ติดไว้ที่ฝาผนังพร้อมกับรับรู้ว่า บางทีเก้าอี้ว่างหลายตัวในร้านอาจกำลังถูกจับจองโดยบุคคลในข่าวหนังสือพิมพ์สมัย ค.ศ.1888 นั้นก็ได้

                เป็นความกลัวร่วมสมัยที่หาไม่ได้จากที่ไหนนอกจากที่ร้านเดอะเท็นเบลส์ ซึ่งมีแจ็คเดอะริปเปอร์และเหยื่อของเขาเป็นขาประจำ

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ผีแจ็คเดอะริปเปอร์ (ตอนที่1)

ผีแจ็คเดอะริปเปอร์

         แจ็คเดอะริปเปอร์ เป็นจอมอาชญากรคนสำคัญของโลกที่สร้างความสยดสยองด้วยการสังหารโสเภณีในอังกฤษในระหว่างปีค.ศ.1888หลายศพด้วยกัน แต่ไม่เคยถูกจับตัวได้และไม่เคยมีใครสืบสาวไปถึงต้นตอหรือความเป็นตัวตนของเขาได้
แม้อาชญากรระดับโลกคนนี้จะหายไปจากโลกนี้นานแสนนานแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวของเขายังเป็นที่กล่าวถึงในหลายแง่มุม และนั่นย่อมรวมไปถึงการเป็นวิญญาณหลงยุคที่ยังคงโผล่มาเยือนถิ่นเก่าที่เคยเป็นแหล่งพักพิงดื่มเหล้าของเขาก่อนที่จะออกไปล่าสังหารเหยื่อด้วย


           ร้านเหล้าที่ชื่อเทนเบลส์ซึ่งตั้งอยู่อย่างสงบเงียบในย่านใจกลางเขตริปเปอร์แลนด์ บนถนนดอร์เซ็ต กรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษ ตลอดจนอาคารมิลเลอร์สคอร์ต บนถนนวิคตอเรียน ยังปรากฏว่ามีคนรับรู้ถึงการมาปรากฏตัวของวิญญาณฆาตกรร้ายคนดังด้วย เรื่องนี้ทำให้หวนคิดว่า นอกจากแจ็คจะเป็นฆาตกรร้ายยามมีชีวิตอยู่แล้ว เมื่อยามตายไปจากโลกเขายังถือกาสหวนกลับมายังถิ่นเก่าเป็นครั้งคราวด้วยเช่นกัน  


โจเซฟ ออกโรวสกี คือผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านวิคตอเรียนสตรีทและห้องพักของเขาอยู่ตรงข้ามกับอาคารมิลเลอร์สคอร์ต ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นจุดสุดท้ายที่แจ็คเดอะริปเปอร์ได้ทำการสังหารเหยื่อสาวซึ่งเป็นโสเภณีที่ชื่อ แมรี่ เจน เคลลี่
                โจเซฟได้เล่าถึงเหตุการณ์คราวที่เห็นผีแจ็คเดอะริปเปอร์ว่า “ถนนทั้งสายดูเงียบเหงาจนน่ากลัว และแล้วผมก็มองเห็นถนนทั้งสายดูเงียบเหงาจนน่ากลัว และแล้วผมก็มองเห็นร่างของคนคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินอย่างช้าๆไปตามถนน สิ่งที่ทำให้ผมงงงันจนไม่อยากจะละสายตาไปจากภาพของคนคนนั้นคือ รูปแบบการแต่งกายของมันนั่นเอง มันคลุมร่างด้วยเสื้อคลุมยาวจากหัวจรดเท้า ทั้งยังสวมหมวกแก๊ปปิดหน้าผิดยุคผิดสมัย นอกจากนั้นมันยังยกปกเสื้อตั้งสูงอีกด้วย แบบนั้นเท่ากับเป็นการปกปิดโฉมหน้าของมันมากเข้าไปอีกส่วนมือีกข้างหนึ่งของมันนั้นก็แบกห่อสิ่งของเล็กๆติดตัวมาด้วย เมื่อมันเดินจนถึงบ้านเลขที่13 มันก็หยุดนิ่งแล้วมองไปรอบๆ จากนั้นก็ก้าวเดินตรงเข้าไปในล้อมรั้วของบ้านหลังนั้นทันที
                ภาพที่เขาเห็นนั้นทำให้เขาหยุดตั้งสติ และคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นเขาจึงรีบเดินออกไปข้างนอกทันที เมื่อข้ามถนนไปยังอาคารน่าสงสัยฝั่งตรงข้าม สิ่งที่เขาทำคือรีบแนบดวงตาไปตามรอยแตกของแผ่นกระดานที่ล้อมรั้วอาคารหมายเลข13นั้น
                เขาบอกว่าภาพภายในล้อมรั้วนั้นมันช่างมืดมิดจนเดาอะไรไม่ออกบางทีอาจเป็นเพราระว่าแผ่นกระดานนั้นถูกตีเป็นแผงชิดตัวตึกมากเกินไปก็ได้ และคงไม่ได้เห็นอะไรกระมัง เขาตั้งใจเอาเองว่าคืนต่อไปถ้าสบโอกาสเขาจะต้องจับพิรุธไอ้เจ้าร่างประหลาดนั้นให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง
                แล้วโจเซฟก็สบโอกาสดังหวัง เขาเล่าว่า “เพียงแค่อาทิตย์กว่าๆ หลังจากเหตุการณ์คราวนั้นผมก็เห็นเจ้าของเรือนร่างลึกลับซึ่งยังคงแฝงกายมาในชุดแบบเดิมที่ผมเคยจับตามองมัน มันย่างก้าวสบๆมาตามถนนสายนั้นอีกครั้งก่อนที่จะแฝงกายหายไปในอาคารหมายเลข13อย่างลึกลับ ไม่น่าเชื่อว่าวินาทีนั้นผมเชื่อเต็มเปาว่าผมได้เห็นปีศาจแจ็คเดอะริปเปอร์เข้าให้แล้วอย่างจัง
                รูปร่างของชายลึกลับตามสายตาของโจเซฟนั้นตรงกันกับรายงานของการสืบพยานในยุคร้อยกว่าปีก่อนที่รายงานว่า(จากปากคำพยานในยุคนั้น) เขาเห็นชายที่เดินกับแมรี่ เจน เคลลี่ จะกลายเป็นศพอยู่ที่มิลเลอร์สคอร์ตในเวลาต่อมา
                เป็นเรื่องน่าประหลาดว่า หลังจากวันที่โจเซฟเห็นวิญญาณของแจ็คเดอะริปเปอร์ เดินเข้าไปที่อาคารเก่าๆหลังนั้นแล้ว อีกไม่กี่วันให้หลังอาคารหลังนั้นก็ถูกทำลายลงเพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับก่อสร้างอาคารสมัยใหม่แทนที่ และนั่นทำให้วิญญาณแจ็คเดอะริปเปอร์ ไม่โผล่มาเดินท่อมๆให้โจเซฟเห็นอีกเลย

                นอกจากอาคารหลังดังกล่าวซึ่งวิญญาณของแจ็คเฝ้าวนเวียนไปมาแล้ว เชื่อกันว่าแจ็คยังคงไปสิงสถิตที่ร้านเหล้าชื่อเดอะเทนเบลส์ด้วยเช่นกัน เพราะร้านเหล้าแห่งนั้นเป็นร้านเหล้าสำคัญที่อยู่ไม่ห่างไกลจากจุดที่แจ็คได้ฆาตกรรมหญิงสาวโสเภณีหลายราย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวของแจ็คเดอะริปเปอร์เอง หรือกระทั่งสาวบางคนที่ตกเป็นเหยื่อของเขา ต่างก็มีโอกาสได้มาดื่มเหล้าที่ร้านนี้ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมกันทั้งนั้น โดยเฉพาะแมรี่ เจน เคลลี่ ซึ่งถือว่าเป็นเหยื่อรายสุดท้ายของแจ็คนั้น ก่อนที่เธอจะตายก็ได้มาสั่งเหล้าที่ร้านนี้ดื่มอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตำนานสหราชอาณาจักร

  •                 มือกลองแห่งเทดเวิร์ท (Drummer of Tedworth) ซึ่งมักปรากฏที่เมืองเทดเวิร์ท
    มีการรายงานถึงเสียงกลองที่ดังมากและไม่ทราบที่มา รบกวนชาวบ้าน เป็นหนึ่งในโพลเทอร์ไกสท์
    Drummer of Tedworth

  •       แมรีผู้กระหายเลือด (Bloody Mary) เป็นผีในตำนานที่มักจะเปิดเผยอนาคต ซึ่งผีตนนี้จะปรากฏตัวในกระจกเมื่อมีการขานชื่อเธอหลายครั้ง ปรากฏในรูปลักษณ์ของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยเลือดและจะฉายภาพอนาคตแก่ผู้ขานชื่อเธอ
    Bloody Mary
  •                สุภาพสตรีสีน้ำตาลแห่งไรน์แฮมฮอลล์ (Brown Lady of Raynham Hall)   มีการรายงานว่า  เป็นผีของเลดี้โดโรธี  วอลโพล  น้องสาวของนายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต  วอลโพล  เป็นผีที่โด่งดังที่สุดในอังกฤษมักปรากฏตัวในชุดคลุมสีน้ำตาลซึ่งเป็นชุดที่เลดี้โดโรธีชอบใส่

    Brown Lady of Raynham Hall


  •                 ผีถนนค็อกเลน (Cock Lane ghost) ปรากฏในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจไปทั่วอังกฤษ ในรูปแบบของเสียงเคาะแปลก ๆ และเสียงกรีดร้องโหยหวนโดยวิญญาณระบุถึงคนร้ายในคดีฆาตกรรม

    Cock Lane ghost
  •                 สุภาพบุรุษสีเทาแห่งโรงละครรอยัล (Man in Grey of the Theatre Royal) พบที่โรงละครรอยัล  ถนนดูรีเลน

    Man in Grey of the Theatre Royal
  •           ผีถนนแนนทัก (Nan Tuck's Ghost) เป็นเรื่องราวของคุณนายทักที่วางยาฆ่าสามีตนเองราวปี พ.ศ. 2353 เจ้าหน้าที่สามารถจับเธอได้ที่ถนนนี้แต่เธอวิ่งหนีหายไปในป่าและไม่มีใครพบเห็นเธออีกเลย มีคนเคยพบเห็นเธอยังคงอยู่ในบริเวณนี้
    Nan Tuck's Ghost
  •                ผีแม่ชีแห่งกุฏิบอร์ลีย์ (Borley Rectory) ได้รับการขนานนามว่าเป็นสถานที่ที่สยองขวัญที่สุดในอังกฤษจากเหตุการณ์โพลเทอร์ไกสท์ และมีคนพบเห็นผีแม่ชีที่ตายไปวนเวียนอยู่ ต่อมากุฏิถูกไฟไหม้จนไม่เหลือซากอย่างไม่มีสาเหตุ
    Borley Rectory

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตำนานของสแกนดิเนเวีย

  •               อัศวินแห่งอัลเลเบิร์ก (The Knights of alleberg) เป็นกลุ่มผีอัศวินทั้ง 12 ตนที่เสียชีวิตในยุทธการอัลเลเบิร์กเมื่อ พ.ศ. 1932 เป็นตำนานเก่าแก่ของสวีเดน

The Knights of alleberg
  •                 เจมส์ เฮปเบิร์น เอิร์ลที่ 4 แห่งบอทเวลล์ (James Hepburn, 4th Earl of Bothwell) แห่ง ปราสาทแดรกส์โฮล์ม ประเทศ เดนมาร์ก เป็นพระสวามีองค์ที่สามใน สมเด็จพระราชินีนาถแมรี่ที่ 1 แห่งสก็อตแลนด์ที่ซึ่งต่อมากลายเป็นคนวิกลจริตและเสียชีวิตในปราสาทแห่งนี้ ปัจจุบันมักมีคนเห็นเอิร์ลขี่ม้ารอบสนามและเต็มไปด้วยม้าและรถม้ามากมาย
James Hepburn, 4th Earl of Bothwell

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตำนานของยุโรป


  • สุภาพสตรีสีขาว (White Lady) เป็นผีชนิดหนึ่งในลักษณะของผู้หญิงซึ่งมีการพบเห็นทั่วไปในชนบท เกี่ยวข้องกับเรื่องราวโศกนาฏกรรมท้องถิ่น ปรากฏตัวในรูปลักษณ์เป็นสตรีตัวขาวโพลน และมีการรายงานถึงการพบเห็นทั่วโลก
    White Lady
  • คนหัวขาดขี่ม้า หรือ "ปีศาจสับหัว" (The Headless Horseman) เป็นปีศาจที่มีอยู่ในตำนานพื้นบ้านในช่วงยุคกลางโดยจะเป็นบุรุษขี่ม้าสีดำและไม่มีหัว บางตำนานเล่าว่า มันจะไล่สังหารผู้คนโดยการตัดศีรษะ
    The Headless Horseman
  • นักล่าแห่งพงไพร (The Wild Hunt) เป็นตำนานพื้นบ้านของยุโรปที่นักล่ามักจะเป็นบุคคลที่ตายแล้วหรือเทวดาที่สามารถติดต่อโลกแห่งความตายได้โดยจะปรากฏตัวเป็นกองทัพ
    The Wild Hunt